วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

6 ทำการตลาดแบบดึงดูด

6. การทำ Attraction Marketing (การตลาดแบบดึงดูด)

แนวคิดการตลาดแบบดึงดูด

ทุก วันนี้ การตลาดแบบออนไลน์พัฒนาไปมาก ตั้งแต่การลงประกาศขายของดื้อ ๆ พัฒนาระบบ MLM หรือ Network Marketing มาทำแบบออนไลน์ จากนั้นก็เป็น E-mail Marketing ไปจนถึงการทำ Affiliate Marketing และในวันนี้ เราจะมาพูดคุยเรื่องการทำการตลาดแบบดึงดูด หรือ Attraction Marketing

ด้วย การตลาดแบบดึงดูด เราจะกลายเป็นนักการตลาดออนไลน์ที่สุดยอด โดยไม่ต้องส่งเมล ไม่ต้องโทรไปง้อคน ไม่ต้องโทรไปขายของ เรียกคนมาประชุม ไม่ต้องขับรถไปประชุม แต่จะมีคนมาขอทำธุรกิจกับเราเองแบบอัตโนมัติ ทุกอย่างเป็นระบบอัตโนมัติบนโลกอินเทอร์เน็ตทั้งหมด

ระบบของการตลาดแบบดึงดูดคร่าว ๆ มีดังนี้

1. สร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ โดยอาจเป็นบล็อกหรือเป็นเว็บก็ได้ ซึ่งอาจเป็นเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม เช่น เรื่องจักรยาน หรือการถ่ายภาพ โดยมีเนื้อหาที่มากพอสมควร เมื่อกูเกิลนำเนื้อหาที่นำเสนอไปทำดัชนี และมีคนมาค้นคำนั้นในกูเกิล ก็จะพบเว็บของเรา สำหรับขั้นตอนนี้ ทำได้สองวิธีคือ
  • ลงทุน ซื้อคีย์เวิร์ดให้สัมพันธ์กับธุรกิจหรือสินค้า เมื่อคนค้นคีย์เวิร์ดคำนั้น ก็จะพบโฆษณาของเราด้วย วิธีนี้ได้ผลเร็วมาก  แต่ก็สิ้นเปลืองมาก และเสี่ยงต่อการขาดทุนเช่นกัน หากธุรกิจหรือสินค้าของเราไม่น่าสนใจเพียงพอ ก็จะต้องจ่ายแต่ค่าโฆษณา มีต้นทุนอาจจะ 10 บาทต่อคลิก หรือบางคีย์เวิร์ด อาจสูงถึง 30 บาทต่อคลิกเลยทีเดียว หากไม่มีการ conversion เป็นการเข้าร่วมธุรกิจหรือการซื้อสินค้า แน่นอนว่า ธุรกิจของเราขาดทุนย่อยยับแน่
  • ลงแรง คือสร้างบล็อกหรือเว็บขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานถึง 1 ปี หรือ 2 ปี และมีเนื้อหาที่คนอ่านแล้วชอบ อ่านแล้วติด อยากติดตาม และจะต้องเข้ามาชมบ่อย ๆ เมื่อปริมาณผู้เข้าชมเว็บของเราหนาแน่นเพียงพอแล้ว จะมีบางคนที่สนใจคลิกโฆษณาของเรา และถูกส่งเข้าไปยังหน้า Capture Page ต่าง ๆ ตามประเภทสินค้าที่สนใจ
การตลาดแบบนี้ หากจะไม่ลงทุนเลยซักบาท ก็คงต้องลงแรงเยอะหน่อยนะครับ โดยบล็อกที่เริ่มมีโมเมนตัม และผู้คนเริ่มค้นหาเจอเองโดยอัตโนมัติ ก็อยู่ที่ประมาณ 200 หน้าขึ้นไปครับ เว็บใหญ่ ๆ ที่คนเข้าเป็นล้าน ๆ คน มีเนื้อหาเยอะกว่านี้มากครับ ตัวอย่างและปริมาณเนื้อหาที่คนนิยม ให้ลองดูเว็บของอ.ศุภเดช www.freeware.in.th ที่พูดคุยผลิตภัณฑ์ด้านไอที หรือการสื่อสาร และค่อย ๆ เปลี่ยนแนวมาเป็นการท่องเที่ยว ชิมอาหาร หรือรีวิวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ หรือเว็บสาวกคนรักแอปเปิ้ล www.macthai.com ซึ่งพูดคุย และเล่าเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ล ไม่ว่าจะเป็น แมคอินทอช ไอแพด ไอพ็อด ไอโฟน ลำโพง หูฟัง สรุปคือว่า เนื้อหาต้องเยอะสุด ๆ จึงจะประสบความสำเร็จได้ครับ

2. เมื่อคนเข้ามาพบเว็บเหล่านี้ (ถูกดึงดูดเข้ามา) ไม่ว่าจะมาจากไหนก็แล้วแต่ ทั้งทาง Twitter, Instagram, Facebook หรือ Google Plus หรือค้นเจอเองในกูเกิลเข้ามาในเว็บ ก็ให้ชมวิดีโอ หรือศึกษาข้อมูลโดยการอ่าน Capture Page หรือวิดีโอสั้น ๆ ก็จะเป็นการกรองผู้ที่สนใจระดับแรก เพื่อส่งต่อไปยังหน้า Sales Page หรือหน้าขายสินค้า หรือหน้าสมัครร่วมธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นวิดีโออีกหน้าหนึ่ง ซึ่งให้ข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น

3. จากหน้า Sales Page ซึ่งเป็นการอธิบายอัตโนมัติด้วยวิดีโอ และการให้ข้อมูลในเชิงลึก จุดประสงค์คือการให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้ที่สนใจ จากนั้นเมื่อถึงจุดตัดสินใจเข้าร่วม หรือต้องการสินค้าอย่างเต็มที่ ก็จะสั่งซื้อสินค้า หรือสมัครเป็นสมาชิกกับระบบอัตโนมัติ ข้อมูลใน Sales Page นี้จะค่อนข้างมาก เพราะต้องเป็นการให้ข้อมูลจริง ๆ ไม่หลอกลวงแก่ผู้เข้าชมที่ผ่านเข้ามาถึงจุดนี้

จะเห็นว่า เราสร้างระบบที่ดีไว้ตั้งแต่ต้นเพียงครั้งเดียว จากนั้นทุกอย่างจะเป็นระบบอัตโนมัติ เพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเองไปตลอดกาล เราก็สามารถขายสินค้าของเราไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา หรือชักชวนให้คนมาซื้อสินค้า หรือร่วมธุรกิจกับเราได้อย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากระบบนี้ดึงดูดผู้คนเข้ามาได้เองเมื่อระบบใหญ่เพียงพอ จึงเรียกว่าการทำธุรกิจในลักษณะนี้ว่า การตลาดแบบดึงดูด (Attraction Marketing) ซึ่งไม่ต้องไปเสียเงินซื้อโฆษณาจากที่ต่าง ๆ เลย เพียงแต่เนื้อหาที่นำเสนอต้องน่าสนใจ มีคุณภาพ น่าดึงดูด และมีปริมาณมากเท่านั้น

ในบล็อกถัดไปของผม จะค่อย ๆ อธิบายถึงการสร้างธุรกิจในลักษณะนี้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ยังไงผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้เรื่อย ๆ นะครับ ส่วนวิดีโอ ก็จะมีออกมาเรื่อย ๆ แต่อาจใช้เวลานิดหน่อยครับ . . .

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น