วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เล่าประสบการณ์ Wordpress ถูกปิด

พอดีวันนี้บัญชี Wordpress ของผมถูก Suspend ไม่รู้สาเหตุอะไร (เซ็งจริง ๆ) สงสัยระบบอาจคิดว่าผมก๊อบปี้ข้อมูลคนอื่นมา จริง ๆ แค่คัดลอกเนื้อหาของตัวเอง คิดเอง เขียนเอง ถ่ายรูปเอง แต่ระบบคงเห็นว่า ข้อมูลมันมาเร็วไปมั้ง เลยปิดบัญชีซะเลย เลยต้องหากลยุทธ์ในการเขียนบล็อกแบบใหม่ เผื่อว่าจะโดนปิดบัญชีอีก

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิดีโอคอลล์

วิดีโอคอลล์ หรือสายวิดีโอ หรือการโทรแบบวิดีโอ คือการโทรผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น Wi-Fi, 3G หรือ 4G LTE ผ่านแอปต่าง ๆ ซึ่งได้ยินทั้งเสียง และเห็นภาพวิดีโอไปด้วย 

เท่าที่ผมลองใช้แอปต่าง ๆ เห็นว่ามีแอปที่เป็นที่นิยม และใช้ง่ายอยู่หลายตัวดังนี้ครับ
  • Skype มีทั้งเวอร์ชั่นมือถือ และเวอร์ชั่นบนคอมพิวเตอร์ ถ้าทั้งสองฝ่ายออนไลน์ และเปิดแอป Skype (สไคป์) ทิ้งไว้ การโทรสายวิดีโอนั้นทำได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด แต่ถ้าฝ่ายที่โทรต้องการโทรเข้ามือถือ หรือเบอร์บ้านที่ไหนก็ได้ในโลก จะเสียค่าใช้จ่ายเล็กน้อย (ถูกมาก) เหมาะสำหรับใช้โทรทางไกล เพราะสัญญาณที่ได้นั้น เสียงดังฟังชัด และไม่มีการหน่วง (เสียงไม่ค่อยขาดหาย)
  • Line แรก ๆ นิยมใช้สำหรับส่งข้อความเพียงอย่างเดียว แต่ต่อมาภายหลังมีการพัฒนาให้สามารถโทรได้ด้วย และท้ายที่สุด สามารถโทรสายวิดีโอได้เลย นับเป็นแอปที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีคนนิยมใช้กันมาก เมืองไทยนับเป็นอันดับสองของโลกที่ใช้ Line ทีเดียว
  • Google Hangout แอปตัวใหม่ของกูเกิล เพิ่งออกมาไม่นาน แต่ความสามารถเหลือล้น แอปตัวอื่นนั้น จะใช้ในการโทรได้ 2 คนเท่านั้น แต่แฮงเอาท์นี้ มีความสามารถในการโทรได้ 10 คนเลยทีเดียว เมื่อคนใดคนหนึ่งพูด ภาพของผู้นั้นจะปรากฏเป็นภาพใหญ่ ส่วนภาพของคนอื่น ๆ ที่อยู่ในสายจะย่อเล็กลงมา 
  • Tango เป็นแอปบนมือถืออย่างเดียว ตัวนี้เป็นแอปแรก ๆ เลยที่ทำวิดีโอคอลล์ได้ แต่หลัง ๆ กลับเจอรุ่นน้องหลายตัวแซงไป ทำให้ความนิยมตกลง
เพื่อนๆ พี่น้องลองไปใช้ดูนะครับ แอปพวกนี้โหลดฟรีทั้งหมดครับ ทั้งบน Google Play หรือ Apple App Store ครับ

6 ทำการตลาดแบบดึงดูด

6. การทำ Attraction Marketing (การตลาดแบบดึงดูด)

แนวคิดการตลาดแบบดึงดูด

ทุก วันนี้ การตลาดแบบออนไลน์พัฒนาไปมาก ตั้งแต่การลงประกาศขายของดื้อ ๆ พัฒนาระบบ MLM หรือ Network Marketing มาทำแบบออนไลน์ จากนั้นก็เป็น E-mail Marketing ไปจนถึงการทำ Affiliate Marketing และในวันนี้ เราจะมาพูดคุยเรื่องการทำการตลาดแบบดึงดูด หรือ Attraction Marketing

ด้วย การตลาดแบบดึงดูด เราจะกลายเป็นนักการตลาดออนไลน์ที่สุดยอด โดยไม่ต้องส่งเมล ไม่ต้องโทรไปง้อคน ไม่ต้องโทรไปขายของ เรียกคนมาประชุม ไม่ต้องขับรถไปประชุม แต่จะมีคนมาขอทำธุรกิจกับเราเองแบบอัตโนมัติ ทุกอย่างเป็นระบบอัตโนมัติบนโลกอินเทอร์เน็ตทั้งหมด

ระบบของการตลาดแบบดึงดูดคร่าว ๆ มีดังนี้

1. สร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ โดยอาจเป็นบล็อกหรือเป็นเว็บก็ได้ ซึ่งอาจเป็นเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม เช่น เรื่องจักรยาน หรือการถ่ายภาพ โดยมีเนื้อหาที่มากพอสมควร เมื่อกูเกิลนำเนื้อหาที่นำเสนอไปทำดัชนี และมีคนมาค้นคำนั้นในกูเกิล ก็จะพบเว็บของเรา สำหรับขั้นตอนนี้ ทำได้สองวิธีคือ
  • ลงทุน ซื้อคีย์เวิร์ดให้สัมพันธ์กับธุรกิจหรือสินค้า เมื่อคนค้นคีย์เวิร์ดคำนั้น ก็จะพบโฆษณาของเราด้วย วิธีนี้ได้ผลเร็วมาก  แต่ก็สิ้นเปลืองมาก และเสี่ยงต่อการขาดทุนเช่นกัน หากธุรกิจหรือสินค้าของเราไม่น่าสนใจเพียงพอ ก็จะต้องจ่ายแต่ค่าโฆษณา มีต้นทุนอาจจะ 10 บาทต่อคลิก หรือบางคีย์เวิร์ด อาจสูงถึง 30 บาทต่อคลิกเลยทีเดียว หากไม่มีการ conversion เป็นการเข้าร่วมธุรกิจหรือการซื้อสินค้า แน่นอนว่า ธุรกิจของเราขาดทุนย่อยยับแน่
  • ลงแรง คือสร้างบล็อกหรือเว็บขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานถึง 1 ปี หรือ 2 ปี และมีเนื้อหาที่คนอ่านแล้วชอบ อ่านแล้วติด อยากติดตาม และจะต้องเข้ามาชมบ่อย ๆ เมื่อปริมาณผู้เข้าชมเว็บของเราหนาแน่นเพียงพอแล้ว จะมีบางคนที่สนใจคลิกโฆษณาของเรา และถูกส่งเข้าไปยังหน้า Capture Page ต่าง ๆ ตามประเภทสินค้าที่สนใจ
การตลาดแบบนี้ หากจะไม่ลงทุนเลยซักบาท ก็คงต้องลงแรงเยอะหน่อยนะครับ โดยบล็อกที่เริ่มมีโมเมนตัม และผู้คนเริ่มค้นหาเจอเองโดยอัตโนมัติ ก็อยู่ที่ประมาณ 200 หน้าขึ้นไปครับ เว็บใหญ่ ๆ ที่คนเข้าเป็นล้าน ๆ คน มีเนื้อหาเยอะกว่านี้มากครับ ตัวอย่างและปริมาณเนื้อหาที่คนนิยม ให้ลองดูเว็บของอ.ศุภเดช www.freeware.in.th ที่พูดคุยผลิตภัณฑ์ด้านไอที หรือการสื่อสาร และค่อย ๆ เปลี่ยนแนวมาเป็นการท่องเที่ยว ชิมอาหาร หรือรีวิวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ หรือเว็บสาวกคนรักแอปเปิ้ล www.macthai.com ซึ่งพูดคุย และเล่าเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ล ไม่ว่าจะเป็น แมคอินทอช ไอแพด ไอพ็อด ไอโฟน ลำโพง หูฟัง สรุปคือว่า เนื้อหาต้องเยอะสุด ๆ จึงจะประสบความสำเร็จได้ครับ

2. เมื่อคนเข้ามาพบเว็บเหล่านี้ (ถูกดึงดูดเข้ามา) ไม่ว่าจะมาจากไหนก็แล้วแต่ ทั้งทาง Twitter, Instagram, Facebook หรือ Google Plus หรือค้นเจอเองในกูเกิลเข้ามาในเว็บ ก็ให้ชมวิดีโอ หรือศึกษาข้อมูลโดยการอ่าน Capture Page หรือวิดีโอสั้น ๆ ก็จะเป็นการกรองผู้ที่สนใจระดับแรก เพื่อส่งต่อไปยังหน้า Sales Page หรือหน้าขายสินค้า หรือหน้าสมัครร่วมธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นวิดีโออีกหน้าหนึ่ง ซึ่งให้ข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น

3. จากหน้า Sales Page ซึ่งเป็นการอธิบายอัตโนมัติด้วยวิดีโอ และการให้ข้อมูลในเชิงลึก จุดประสงค์คือการให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้ที่สนใจ จากนั้นเมื่อถึงจุดตัดสินใจเข้าร่วม หรือต้องการสินค้าอย่างเต็มที่ ก็จะสั่งซื้อสินค้า หรือสมัครเป็นสมาชิกกับระบบอัตโนมัติ ข้อมูลใน Sales Page นี้จะค่อนข้างมาก เพราะต้องเป็นการให้ข้อมูลจริง ๆ ไม่หลอกลวงแก่ผู้เข้าชมที่ผ่านเข้ามาถึงจุดนี้

จะเห็นว่า เราสร้างระบบที่ดีไว้ตั้งแต่ต้นเพียงครั้งเดียว จากนั้นทุกอย่างจะเป็นระบบอัตโนมัติ เพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเองไปตลอดกาล เราก็สามารถขายสินค้าของเราไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา หรือชักชวนให้คนมาซื้อสินค้า หรือร่วมธุรกิจกับเราได้อย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากระบบนี้ดึงดูดผู้คนเข้ามาได้เองเมื่อระบบใหญ่เพียงพอ จึงเรียกว่าการทำธุรกิจในลักษณะนี้ว่า การตลาดแบบดึงดูด (Attraction Marketing) ซึ่งไม่ต้องไปเสียเงินซื้อโฆษณาจากที่ต่าง ๆ เลย เพียงแต่เนื้อหาที่นำเสนอต้องน่าสนใจ มีคุณภาพ น่าดึงดูด และมีปริมาณมากเท่านั้น

ในบล็อกถัดไปของผม จะค่อย ๆ อธิบายถึงการสร้างธุรกิจในลักษณะนี้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ยังไงผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้เรื่อย ๆ นะครับ ส่วนวิดีโอ ก็จะมีออกมาเรื่อย ๆ แต่อาจใช้เวลานิดหน่อยครับ . . .

การทำบล็อกด้วย Blogger

หลายครั้งที่ผมคุยกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ ผมบอกว่าทำเว็บสอนถ่ายภาพ (suaythep.com) หลายคนสนใจมาก อยากทำบล็อกของตัวเองมาก แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ผมก็ได้แนะนำแบบสด ๆ เล่าให้ฟังจนหน้ามืดไปหลายรอบ คือเราก็อยากสอนให้เค้าทำเป็นเลย เลยพยายามเล่าแบบเต็มที่ . . . ท้ายที่สุด เลยเกิดไอเดียว่า ไหน ๆ มีคนสนใจเรื่องนี้เยอะมาก ก็ทำเป็นวิดีโอสอนการทำไปเลยดีกว่า วันหลังใครถามอีกว่าทำยังไง จะได้เอาลิงค์วิดีโอแจกไปเลย 5 5 5 

สำหรับวิดีโอนี้ จะสอนการทำบล็อกด้วย blogger ซึ่งเป็นบริการฟรี ของกูเกิลนะครับ ไม่ต้องเสียเงิน โดยใช้ username กับ password ของ Gmail เลย . . . โดยเข้าไปที่ blogger.com หรือสามารถโหลดแอปสำหรับ iOS หรือ Androiod มาติดตั้งบนมือถือก็ได้นะครับ แอปชื่อว่า Blogger ตรง ๆ เลยครับ โหลดมาแล้ว ก็ใช้ง่าย ๆ ตามสไตล์ของแอปบนมือถือ

ตอนนี้ผมทำเป็นวิดีโอสอนการใช้ Blogger ตั้งแต่วิธีการสมัคร การตั้งชื่อบล็อก การเริ่มเขียนบล็อก การแก้ไขบล็อก การเผยแพร่บล็อก สอนหมดทุกอย่างช้า ๆ ละเอียด ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาการทำบล็อกของตัวเองแบบง่าย ๆ และฟรี คลิกดูวิดีโอได้เลยครับ


ถ้าชอบวิดีโอนี้ หรือเห็นว่ามีประโยชน์กับใคร ก็สามารถแชร์ได้เต็มที่เลยนะครับ . . . .




วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หมากรุกสากล (หมากรุกฝรั่ง) หรือ Chess

หมากรุกสากล (หมากรุกฝรั่ง) หรือ Chess 

วันนี้ไปจัดการแข่งขันหมากรุกมา เลยจะมาอธิบายวิธีการเล่นหมากรุกฝรั่ง แบบสังเขปครับ เผื่อน้อง ๆ ลูก ๆ หลานๆ จะไปลองเล่นกันดูบ้างครับ . . .

อุปกรณ์การเล่น
  • กระดาน : เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 8x8 ช่องหรือช่อง 64 ช่อง แบ่งเป็นตาสีขาว 32 ตาและตาสีดำ 32 ตา ส่วนวิธีวางกระดานอย่างถูกต้อง ต้องวางกระดานโดยให้ช่องสีขาวอยู่ฝั่งขวามือแถวล่างสุดของผู้เล่นแต่ละคน

ก่อนเล่นทุกครั้ง ต้องวางกระดานให้ถูกทิศทางเสียก่อน โดยให้ช่องสีขาว อยู่ที่มุมขวาล่างของผู้เล่นก่อนนะครับ ไม่งั้นจะผิดหลักสากล . . .

  • ตัวเดิน : มีหมากฝ่ายละ 16 ตัวแต่ละฝ่ายจะมีตัวเล่นเรียงตามลำดับความสำคัญดังนี้

King (คิง) มีความสำคัญมากที่สุด หากโดนเช็กแล้วหนีไม่ได้ และไม่มีตัวบัง หรือไม่สามารถกินคู่ต่อสู้ได้ ถือว่าเกมจบ (แพ้)



    Queen (ควีน) มีค่าประมาณ 9 แต้ม ถือว่าสำคัญ และเป็นอาวุธที่รุนแรงที่สุด ถ้าโดนกินควีนฟรีนี่ แพ้แน่ ๆ


    Rook (เรือ) มีค่าประมาณ 5 แต้ม


    Bishop (บิชอป) มีค่าประมาณ 3 แต้ม ตามหลักจะมีค่ามากกว่าม้านิด ๆ ถึงแม้จะมีแต้มเท่ากัน แต่บางคนก็เดินม้าเก่งกว่าบิชอป ในกรณีนั้น หลายคนจะชอบม้ามากกว่า


    Knight (ม้า) มีค่าประมาณ 3 แต้ม

    Pawn (เบี้ย) มีค่าตัวละ 1 แต้ม แต่เมื่อเดินไปใกล้ ๆ ช่องสุดท้าย จะน่ากลัวมาก เพราะเมื่อไปถึงสุดแล้วสามารถเปลี่ยนเป็นตัวอะไรก็ได้ (ยกเว้นคิง) ซึ่งส่วนมาก จะเปลี่ยนเป็นตัวที่ดีที่สุดคือ ควีนนั่นเอง

    เมื่อรู้จักตัวเดินครบทุกตัวแล้ว ขั้นต่อไป ก็จะเป็นวิธีการตั้งหมาก โดยมีหลักง่าย ๆ ดังนี้คือ ควีนขาวอยู่ตาขาว ควีนดำอยู่ตาดำ 


    คือควีนและคิงของทั้งสองฝ่าย อยู่ตรงกัน . . . หากเยื้องกันแปลว่าตั้งผิด  ขั้นต่อไปก็หยิบคิงมาวางข้าง ๆ ควร ก็จะเป็นดังแสดงในภาพที่ผมถ่ายมาให้ดู


    แล้วก็เรียงบิชอป ม้า เรือ ดังแสดงในภาพ และวางหมากทั้งซ้ายและขวาให้เหมือนกัน


    ฝ่ายสีดำก็เช่นเดียวกัน


    เมื่อเรียงเสร็จแล้วจะมีลักษณะดังนี้


    ฝ่ายสีขาวเป็นฝ่ายเดินก่อน นี่เป็นกติกาสากลนะครับ ทั่วโลกเหมือนกันหมด และเนื่องจากฝ่ายขาวที่เดินก่อนจะได้เปรียบอยู่นิดหน่อย ดังนั้น ตามกติกา จะให้ฝ่ายสีดำเลือกว่าจะวางนาฬิกาไว้ด้านไหน ซึ่งปกติ ฝ่ายสีดำจะเลือกวางไว้ที่ด้านขวามือของตัวเอง (ซึ่งเป็นด้านที่ถนัด) เพราะตามกติกาสากล ใช้มือข้างไหนเดินหมาก จะต้องใช้มือนั้นกดนาฬิกาเมื่อเดินเสร็จ


    ส่วนใหญ่ รูปแบบการจัดวางจึงออกมาในลักษณะนี้ ขั้นต่อไป เราจะมาดูกันถึงวิธีการเดินหมาก

    วิธีการเดินหมากแต่ละตัว
    • King (คิง) เดินได้ในทุกทิศทางทีละ 1 ช่อง 
    • Queen (ควีน) เดินได้ในทุกทิศทาง กี่ช่องก็ได้ คือไกลแค่ไหนก็ได้
    • Rook (เรือ) เดินได้เหมือนควีน แต่เดินได้ในทิศทางตรงเท่านั้น เรือเดินเหมือนเรือหมากรุกไทยทุกประการ
    • Bishop (บิชอป)  เดินได้เหมือนควีน แต่เดินได้ในทิศทางเฉียงเท่านั้น เดินไกลแค่ไหนก็ได้ 
    • Knight (ม้า) เป็นหมากตัวเดียวที่กระโดดข้ามหัวตัวเล่นตัวอื่นได้ วิธีการเดินเหมือนม้าหมากรุกไทย ก็คือเดินไปข้างหน้า 2 ช่องและเลี้ยวไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้อีก 1 ช่อง 
    • Pawn (เบี้ย) เดินไปข้างหน้าทีละ 1 ช่อง แต่ครั้งแรกสุดของเบี้ยแต่ละตัว มีสิทธิ์ที่จะเดิน 2 ช่องได้ (เดิน 1 ช่องก็ได้)
    กฎที่พิเศษของหมากรุกฝรั่งที่ไม่เหมือนหมากรุกไทย

    - การเข้าป้อม ภาษาอังกฤษเรียกว่า Castling (เขียนว่า O-O หรือ O-O-O)

    การเข้าป้อมด้านคิง (O-O)

    การเข้าป้อมด้านควีน (O-O-O)

    การเข้าป้อมด้านคิงอีกแบบ (สมัยผมเรียน เค้าเรียกโพกผ้า 5 5 5)

    การกินผ่าน (En passant) คำว่า "En passant" มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า "ขณะผ่าน" การกินผ่าน เป็นกติกาหมากรุกฝรั่ง ซึ่งทำได้เฉพาะในสถานการณ์เดียวเท่านั้น คือเมื่อมีเบี้ยตัวหนึ่งเดินมาถึงแถวที่ห้านับจากฝ่ายตัวเอง และเบี้ยของฝ่ายตรงข้ามที่อยู่ในช่องติดกันพยายามจะเดินขึ้นไป 2 ช่อง เราสามารถที่จะกินเบี้ยของฝ่ายตรงข้ามได้เลย แต่จะต้องกินทันทีหลังจากเบี้ยของฝ่ายตรงข้ามเดินหมากครั้งแรกเท่านั้น (คือถ้าผ่านตานั้นไปแล้ว ก็มากินทีหลังไม่ได้แล้ว ถือว่าสละสิทธิ์การกินผ่านไปแล้ว)

    ในภาพ เบี้ยฝ่ายดำสามารถกินผ่านเบี้ยฝ่ายขาวที่เดิน 2 ช่องขึ้นไปได้

    การเช็ก (Check)

    เมื่อฝ่ายหนึ่งจะกินคิงของอีกฝ่ายหนึ่ง จะต้องร้องคำว่า "เช็ก" ทุกครั้ง (ถ้าเป็นหมากรุกไทย เค้าจะเรียกว่า "รุก")

    การแพ้ชนะ

    เมื่อเช็กอีกฝ่ายหนึ่ง (จะกินคิงฝ่ายตรงข้าม) แล้วคู่ต่อสู้ไม่สามารถหนี ไม่สามารถหาตัวมาปิด หรือไม่สามารถกินตัวที่เรากำลังเช็กได้ เรียกว่า เช็กเมต (Checkmate) คือตายแล้ว . . . ถือว่าฝ่ายที่เช็กเป็นฝ่ายชนะ

    การเสมอ

    หมากรุกฝรั่งจะเสมอก็ต่อเมื่อ
    - ไม่สามารถเดินอะไรได้เลย หรือเดินคิงไปที่ไหนก็โดนกินคิงหมด โดยไม่ถูกเช็กอยู่ สถานการณ์นี้เรียกว่าการอับ
    - อีกฝ่ายหนึ่งไล่ไม่จน ตามตัวเดินที่เหลือ . . . ฝ่ายที่เหลือคิงตัวเดียว จะมีสิทธิ์เริ่มนับ เมื่อนับถึงกำหนดแล้ว หากไล่ไม่จน ถือว่าเสมอ แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเดินเบี้ย ให้เริ่มนับตั้งแต่ 1 ใหม่



    วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

    เว็บบินาร์ (Webinar) การสัมมนาออนไลน์

    เว็บบินาร์ หรือการสัมมนาออนไลน์ (Webinar) คืออะไร?

    การสัมมนาออนไลน์ หรือเว็บบินาร์ (Webinar) คือการพูดคุย สอน หรือสัมมนาออนไลน์ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยมีการเห็นหน้ากันผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ร่วมสัมมนาสามารถโต้ตอบ ถามข้อสงสัยได้ ปัจจุบันนี้สามารถทำขึ้นได้ง่าย ๆ อาจใช้เครื่องมือของกูเกิลที่ชื่อ Google Hangouts On Air ทำก็ได้นะครับ เดี๋ยววันหลังผมจะทำเกี่ยวกับการพูดคุยเรื่องการถ่ายภาพบ้าง

    ประโยชน์ของเว็บบินาร์

    สะดวก

    เว็บบินาร์สามารถทำได้จากที่บ้าน หน้าจอคอมพิวเตอร์ได้เลย เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ กับไมค์ แล้วก็กล้อง (เว็บแคม) เท่านั้นเอง ไม่ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายอะไร

    ประหยัด

    เว็บบินาร์นั้นไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแค่ต่อเน็ตได้ และมีกล้องกับไมค์เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันนี้ ทุกเครื่องก็มีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว จึงสามารถทำเว็บบินาร์ได้ง่าย ๆ

    ประสิทธิภาพสูง

    เว็บบินาร์ มีการถามตอบกันได้สด ๆ ต่างกับการชมคลิปวิดีโอสอนเฉย ๆ ซึ่งไม่สามารถสอบถามอะไรได้ ดังนั้นถือเป็นการสื่อสารสองทางที่มีประสิทธิภาพสูง

    สำหรับแฟน ๆ บล็อกของผม ไม่รู้ว่าถ้าผมจัดพูดคุยผ่าน Google Hangouts On Air จะมีใครเข้าร่วมหรือเปล่าหนอ? . . . . 5 5 5

    วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

    Cash flow quadrant - เงินสี่ด้าน

    เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมคนบางคนถึงรวยขึ้นและมีเวลามากขึ้นในการที่จะทำสิ่งที่ตัวเองชอบ สิ่งที่ ตัวเองรัก หรือมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น ในขณะที่บางคนอาจมีฐานะดีขึ้นแต่ต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เครียด และไม่มีความสุข แย่ยิ่งกว่านั้น คนบางคนทำงานหนักชั่วชีวิตและจบลงด้วยหนี้สินรุงรัง หนังสือเล่มนี้จะมาชี้ให้เห็นว่าทำไมบางคนตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น และจะหลุดจากสภาพนั้นได้อย่างไร

    คำว่า เงินสี่ด้าน ในหนังสือ Cash flow Quadrant หมายถึงที่มาของรายได้ของคนสี่ประเภทอันได้แก่

    • E (Employee) - ลูกจ้าง จะได้เงินก็ต่อเมื่อมาทำงาน และปรากฏตัว
    • S (Self-employed) - ธุรกิจส่วนตัว หรือการจ้างตัวเองทำงานนั่นเอง ทำมากได้มาก 
    • B (Business Owner) - เจ้าของกิจการ ใช้เงินจ้างคนอื่นมาทำงาน (ให้เงินทำงาน)
    • I (Investor) - นักลงทุน ใช้เงินลงทุนในกิจการต่าง ๆ ที่ได้ผลกำไร (ที่สุดแล้ว)

    และถ้าเราเขียนกากบาทลงในหน้ากระดาษ เพื่อแบ่งคนทั้งสี่ออก ก็จะแบ่งคนทั้งสี่ออกเป็นดังนี้คือ “คนด้านซ้าย” ได้แก่ประเภท E กับ S และ “คนด้านขวา” ได้แก่ประเภท I กับ

    ทุกคนต้องเริ่มต้นตั้งแต่ E -> S -> B - I ถ้าเกิดใช้วิธีลัด จะมีอุปสรรคขวากหนามต่าง ๆ มากมาย ทำให้ล้มเหลว ผิดพลาด และไม่ประสบความสำเร็จ

    หนังสือ Cash flow Quadrant จะกล่าวถึง ค่านิยม นิสัย และความคิด ของคนด้านซ้าย ทำไมจึงแตกต่างจากคนด้านขวา และท้ายสุดจะบอกวิธีการที่จะสอนให้เราก้าวข้ามจากการเป็นคนด้านซ้ายไปสู่คนด้านขวา และสำหรับคนที่อยู่ด้านขวาอยู่แล้วคุณจะรู้ว่า คนด้านขวา ก็มีอีกหลายระดับ วิธีคิดของคนด้านซ้ายต่างจากคนด้านขวาอย่างไร นิทานเรื่องหนึ่งในหนังสือเล่มนี้จะอธิบายเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

    หนังสือต้นฉบับ ภาษาอังกฤษ

    วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

    ความแรงสัญญาณค่ายมือถือในอเมริกา

    สำหรับเพื่อน ๆ พี่น้องที่กำลังจะไปอเมริกานะครับ ลิงค์ด้านล่างเป็นค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ของอเมริกานะครับ ทุกค่ายมี 4G LTE ทั้งนั้นครับ และเวลาเข้าไปดูในเว็บว่าครอบคลุมพื้นที่ตรงไหนของประเทศบ้าง ส่วนมากของทุกค่ายก็จะโชว์ว่าของตัวเองครอบคลุมมากที่สุดครับ แล้วก็มีการแสดงของยี่ห้ออื่นเปรียบเทียบให้เห็น ดังนั้น วิธีการเลือกค่าย ก็ควรถามจากคนในพื้นที่ที่เรากำลังจะไปอยู่ ว่าบริเวณนั้น ค่ายอะไรแรงที่สุด

  • AT&T   ดูข้อมูลล่าสุดได้ที่ http://www.att.com
  • T-Mobile ดูข้อมูลล่าสุดได้ที่ http://www.t-mobile.com 
  • Sprint ดูข้อมูลล่าสุดได้ที่ http://www.sprint.com
  • Verizon ดูข้อมูลล่าสุดได้ที่ http://www.verizonwireless.com

  • สำหรับประสบการณ์ตรงของผมตอนที่จะไปอเมริกา นั่งหาข้อมูลอยู่นานมาก เอาแผนที่มาซูมละเอียด และเปรียบเทียบอยู่นานมาก ว่าตรงจุดที่เรากำลังจะไปอยู่และไปบ่อย ๆ มีสัญญาณแรงแค่ไหน ก็เลือกค่ายเอาไว้แล้ว แต่พอไปถึงจริง ๆ คุยกับญาติ และเห็นด้วยตาตัวเอง เวลาญาติคนอื่นมาที่บ้าน ปรากฏว่าค่ายมือถือต่าง ๆ ที่ใช้ได้ดีที่หนึ่ง กลับไม่มีสัญญาณเลยในที่ที่เราอยู่ ท้ายที่สุด ก็ใช้งานไม่ได้

    ผมเองก็เหมือนกัน ก่อนไปสั่งซื้อซิมแบบเติมเงินจาก ebay ของ Ready Sim เตรียมเอาไว้ ไปถึงปั๊ปเอาใส่เครื่อง ปรากฏไม่มีสัญญาณเลย ต้องรอจนขับรถเข้าไปในเมือง ถึงจะเริ่มมีสัญญาณ แต่ในชนบทถึงกับตายสนิท ท้ายที่สุด ได้ใช้น้อยมาก ๆ เพราะพวกเราเข้าเมืองกันน้อยมาก ๆ (ถือว่าไม่คุ้ม)

    อีกช่วงหนึ่งตอนขับรถข้ามจากฝั่งตะวันออกของอเมริกาไปฝั่งตะวันตก บริเวณที่โล่ง ๆ ไม่มีอะไรเลย ซิมของค่ายที่ซื้อไว้ ไม่มีสัญญาณเอาซะเลย ซัก 4-5 ชั่วโมงถึงจะมีสัญญาณทีนึง ตอนขับรถโฉบผ่านย่านดาวน์ทาวน์ ในขณะที่ซิมของญาติ ที่เค้าใช้ US Cellular กลับมีสัญญาณตลอด เรียกว่าเล่นได้เกือบตลอดทาง (ต้องเห็นกับตาตัวเองถึงเชื่อ) เพราะว่าค่ายนี้ไม่ได้เป็นค่ายยักษ์ใหญ่ ตอนแรกเราไม่สนใจเลย

    ท้ายที่สุด เราก็เลือกใช้ของ US Cellular (http://www.uscellular.com) ค่ายนี้สัญญาณจะแรงในโซนกลาง ๆ แถบชิคาโก และบริเวณ Great Lake ส่วนเวลาไปแถบอื่น จะโรมสัญญาณกับค่ายอื่นเอา ญาติผมทุกคนที่อยู่แถบนั้น แรก ๆ ก็ใช้ AT&T, Verizon ทุกคน แต่ตอนนี้ย้ายมาค่ายนี้หมดแล้ว เพราะคลื่นแถวนั้นแรงจริง ๆ ครับ . . . 

    สรุป จะไปอยู่เมืองไหน รัฐไหน ก็ลองเช็คกับคนพื้นที่ดูนะครับ ว่าตรงบริเวณนั้น ค่ายไหนแรง บางค่ายเก่งมากในเมืองใหญ่ บางค่ายเก่งในชนบท อย่างค่ายที่ผมใช้ เก่งในชนบทครับ ค่ายใหญ่ ๆ เค้าไม่ค่อยเน้นกัน สงสัยเพราะไม่ค่อยมีคนอยู่. . .


    4 ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ในอเมริกา

    ในอเมริกามี 4 ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ ซึ่งแต่ละค่ายก็มีคลื่นความถี่แตกต่างกัน เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เหมือนเมืองไทยไม่มีผิด ดังนั้นข้อมูลอัปเดตสุด ต้องไปดูที่เว็บของแต่ละค่าย ผมกำลังจะไปอเมริกา ลองหาข้อมูลภาษาไทย ปรากฏมีแต่ข้อมูลเก่า ๆ ไม่อัปเดตทั้งนั้นเลย อ่านไปก็ไม่ได้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องล่าสุด

    ในที่นี้ ผมได้รวบรวมเว็บไซต์ของค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ในอเมริกาไว้ในที่นี่แล้วนะครับ ใครกำลังคิดจะไปอเมริกา ไปเรียน ไปทำงาน หรือไปเที่ยว ก็ลองเปิดอ่านข้อมูลล่าสุดจากในเว็บเค้าโดยตรงนะครับ

    • AT&T   ดูข้อมูลล่าสุดได้ที่ http://www.att.com
    • T-Mobile ดูข้อมูลล่าสุดได้ที่ http://www.t-mobile.com 
    • Sprint ดูข้อมูลล่าสุดได้ที่ http://www.sprint.com
    • Verizon ดูข้อมูลล่าสุดได้ที่ http://www.verizonwireless.com
    ซึ่งตอนนี้ แต่ละค่ายก็มี 4G LTE ด้วยกันทั้งนั้น ส่วนค่ายไหนจะแรงในรัฐอะไร เดี๋ยวผมจะหาข้อมูลแล้วเขียนบล็อกเล่าให้ฟังนะครับ

    ส่วนมือถือที่เป็นค่ายขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก มีเต็มไปหมดนะครับ เดี๋ยวจะค่อย ๆ หาข้อมูลมาเขียนเป็นภาษาไทยใส่ไว้ที่นี่ครับ เผื่อใครจะไปรัฐไหน จะได้มาหาข้อมูลกันได้ง่าย ๆ 

    วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

    ใช้กล้องมือถือให้เต็มประสิทธิภาพ

    สวัสดีครับพี่น้องที่รักทุกท่าน

    ผมเป็นคนนึง ที่ใช้กล้องที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ หรือเรียกสั้น ๆ ว่ากล้องมือถือเยอะมาก ๆ เรียกว่าวันนึงถ่ายด้วยกล้องมือถือเกือบวันละ 100 รูป คือชอบถ่ายง่ะครับ ปัจจุบัน ผมใช้มือถือ Samsung Galaxy Note 2 นะครับ ซื้อมาแล้วปีกว่า ผมลองนับจำนวนภาพที่ถ่ายด้วยมือถือนี้ ก็ได้ 25000 ภาพ วันนี้ก็จะมาเล่าประสบการณ์การใช้กล้องมือถือให้ฟังครับ

    ปกติเวลาไปข้างนอก ก็จะพกกล้องใหญ่ไปเสมอ ยกเว้นบางทีเหนื่อย และหมดแรง ยกกล้องใหญ่ไม่ไหว ก็จะใช้มือถือที่ติดตัวตลอดเวลาอยู่แล้ว ถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้ บางครั้งก็ได้ภาพดีพอสมควรทีเดียว

    เนื่องจากกล้องมือถือมีเซนเซอร์เล็กกว่า เล็กยิ่งกว่ากล้องคอมแพคเสียอีก การที่จำนวนพิกเซลมาก ๆ ไม่ใช่ว่าจะชัด และละเอียดเสมอไปนะครับ ดังนั้นสิ่งที่เราควรรู้คือ จุดแข็ง และจุดอ่อนของกล้องมือถือครับ เมื่อรู้แล้ว การถ่ายภาพด้วยมือถือก็ดึงศักยภาพของอุปกรณ์มาใช้ได้อย่างเต็มที่ เดี๋ยวผมจะค่อย ๆ อธิบายไป . . .

    เซนเซอร์ของโทรศัพท์มือถือ เมื่อเทียบกับกล้องแบบต่าง ๆ ถือว่าเล็กจิ๋วมาก แม้แต่กล้อง iPhone ที่ว่าดีแล้ว ยังมีขนาดเล็กกว่ากล้องคอมแพคอีก ดังนั้นคุณภาพของภาพที่ได้ก็จะด้อยกว่าด้วย แต่ไม่เป็นไร เมื่อเรารู้ถึงขีดจำกัดต่าง ๆ แล้ว ผมจะอธิบายถึงจุดแข็ง และจุดอ่อนเพื่อที่พี่น้องจะได้ประยุกต์เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม

    สิ่งที่กล้องมือถือเก่ง และทำได้ดี (จุดแข็ง)
    • เมื่อมีแสงมาก

    ภาพทุ่งทานตะวัน ถ้าเลือกมุมดี ๆ อย่าถ่ายย้อนแสง แค่กล้องมือถือก็สามารถสร้างภาพที่น่าสนใจ เอาไปฝากเพื่อน ๆ ได้สบาย
    • ภาพของเล็ก ๆ เนื่องจากมือถือมีเซนเซอร์รับภาพที่เล็กมาก ดังนั้นจึงได้เปรียบในการถ่ายสิ่งของเล็ก ๆ เนื่องจากภาพจะหลุดโฟกัส หรือเบลอยากมาก แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ต้องสาดแสงไปที่สิ่งของที่จะถ่ายให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ด้วย เพราะเซนเซอร์ที่เล็ก ดังนั้นจึงรับแสงได้น้อย ถ้าเราแก้ข้อจำกัดนี้ โดยการใช้แสงให้มากที่สุด ก็เท่ากับเราสามารถถ่ายสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ได้ชัดทั่วทั้งภาพได้ง่ายกว่าการใช้กล้องใหญ่ ๆ เสียอีก
    • ภาพถ่ายจ่อ ๆ จ่อแบบระยะประชิดสุดเลยนะครับ เช่นการถ่ายพระเครื่อง

    เวลาถ่าย พยายามเลือกมุมที่ออกมาสวยที่สุด


    บางทีเวลาถ่ายช้อนขึ้นมาเล็กน้อย ก็ทำให้ภาพดูอลังการขึ้นนิดนึง


    อันนี้ผมจ่อซะใกล้เลย
    • ภาพสีสด ๆ ถ่ายตามแสง ในวันที่ท้องฟ้าสดใส เราเลือกมุมดี ๆ ภาพจากมือถือเรา ก็ออกมาไม่อายกล้องใหญ่นะครับ

    ถ่ายจากทุ่งทานตะวัน แบบแสงจัดมาก พยายามถ่ายตามแสง เพื่อให้สีออกมาสดที่สุด


    ถ่ายจากสวนทิวลิปนนท์ แสงปานกลาง ผมใช้จ่อเอา เกือบติดกับดอกเลย เพื่อเน้นดอกให้ดูเด่นขึ้น 


    ภาพหน้าโรงแรมใน Disney World Resort แสงปานกลาง แต่สีสดดี


    ระหว่างเดินอยู่แถวนั้น ไม่ได้เอากล้องใหญ่ลงมา ก็ใช้มือถือถ่ายซะเลย

    ถ้าเกิดแสงมาก แค่กล้องมือถือก็เหลือกินแล้ว ไม่ต้องหนัก


    ภาพดอกบัวที่ผมถ่ายประจำ 

    • ภาพอาหาร เวลาไปกินข้าว บ่อยครั้งที่ไม่ได้เอากล้องไป ก็อาศัยมือถือนี่แหละ ถ่ายอาหาร ถ้าเลือกมุมเก่ง ๆ ก็สามารถถ่ายให้ดูน่ากินกว่าของจริงได้ง่าย ๆ

    เคล็ดลับคือต้องถ่ายจ่อ ๆ นะครับ


    อันนี้ผมกินประจำ ถ่ายเกือบติดจินข้าว แล้วก็หามุมหลบ ๆ สิ่งที่มันรก ๆ ข้างหลัง

    สิ่งที่เป็นจุดอ่อน
    - เมื่อมีแสงน้อย ถ่ายให้สวยยาก
    - ภาพคนที่เน้นตัวแบบ ถ้าเจอนางแบบสวย ๆ หรือจะละลายฉากหลังให้สวยๆ ทำได้ยาก ถ่ายออกมา ส่วนมากจะผิดหวัง (สรุปคือ ไม่ถ่ายดีกว่า)

    จริงอยู่ที่สมัยนี้ในมือถือเรามีฟังก์ชั่นทำให้หน้าเนียน แต่ลองใช้ดู ผมว่าถ่ายออกมาแล้วมันเนียนไม่ค่อยเป็นธรรมชาติครับ (อันนี้แล้วแต่ชอบนะครับ) . . .

    อีกอย่างที่เป็นข้อดีของมือถือ ก็คือไม่มีใครคาดหวังครับ ถ้าถ่ายออกมาแล้วดี ก็คือว่าเกินคาด ทำให้เพื่อน ๆ ตะลึงได้ แต่ถ้าถ่ายออกมาห่วย ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ (ก็มันแค่มือถือนี่นา จะเอาอะไรมาก) ถ้าเพื่อนบอกว่าเราถ่ายห่วย เราก็บอกว่า เออ!! วันนี้ไม่ได้เอาอุปกรณ์มา ก็ได้แค่นี้แหละ. . . . 5 5 5 เล่าให้ฟังตลก ๆ นะครับ จริง ๆ เวลาเราถ่ายรูปเพื่อน เราก็ใช้ความพยายามเต็มที่อยู่แล้วทุกครั้งแหละครับ

    วันนี้ไปก่อนครับ สวัสดี . .

    5 อันดับที่เที่ยวในอเมริกา 2014 (สำหรับวัยหนุ่มสาว วัยรุ่น)

    5 อันดับที่เที่ยวในอเมริกา ประจำปี 2014 (สำหรับวัยหนุ่มสาว วัยรุ่น) รวมทั้งไปกันแบบครอบครัว พ่อ แม่ ลูก หรือแฟนๆ ไปเที่ยวด้วยกัน

    5. Los Angeles หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า L.A. เป็นที่ใกล้เมืองไทยที่สุด มีที่เที่ยวหลายแห่ง เช่น Disneyland, Universal Studios, Hollywood อากาศที่นี่ก็เย็น ๆ นะครับ พอ ๆ กับฮ่องกง ไม่มีหิมะตก คนไทยอยู่ที่นี่กันเยอะมากครับ

    4. San Francisco อยู่ทางเหนือของ L.A. ที่เที่ยวก็เยอะมาก ๆ เลยครับ เป็นเมืองที่สวยงามมาก เป็นภูเขาสลับที่ราบ เวลาอยู่ในเมือง จะขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่เรียบแบบกรุงเทพครับ อากาศเย็นกว่า L.A. ที่ดังมาก ๆ ก็คือสะพาน Golden Gate สีแดง

    3. Chicago ที่นี่เปรียบเสมือนเมืองท่าเลยก็ว่าได้ เป็นศูนย์กลาง หลายสายการบินมีศูนย์กลางอยู่ที่นี่ เรียกว่าเป็น Hub ของสายการบิน จะบินไปเมืองไหน ต้องมาต่อเครื่องที่นี่ สำหรับที่ท่องเที่ยวในเมืองนี้ เยอะมาก บรรยายไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ อะควาเรียม ที่นี่อากาศหนาวครับ ฤดูหนาวหิมะตกเยอะมาก

    2. New York เมืองหลวงของอเมริกา เมืองที่ค่าครองชีพสูงมาก แค่ค่าจอดรถวันละหลายพันบาท แต่เป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ มีสถานที่สำคัญ ๆ และโด่งดังมากมาย เราจะเห็นในหนังฝรั่งประจำ เช่น Time Square, เทพีเสรีภาพ, ตึกเอมไพร์สเตต, Central Park เมืองนี้อากาศหนาวครับ หิมะตกหน้าหนาวครับ บางปีตกหนักมาก ฉากต่าง ๆ ก็ดูจากหนังเรื่อง The Day of Tomorrow นะครับ มีหลายฉากเป็นนิวยอร์กครับ

    1. Orlando เมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 เป็นศูนย์รวมของธีมพาร์คหรือสวนสนุกเลยก็ว่าได้ มีสวนสนุกในเมืองนี้หลายสิบแห่ง แค่ของ Disney อย่างเดียวก็ 5-6 แห่งแล้ว คือ 4 Kingdom ของ Walt Disney World แล้วก็สวนน้ำ, ของ SeaWorld อีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Discovery Cove, SeaWorld, Busch Gargen และของค่าย Universal Studios อีกคือ Universal Studios Florida และ Islands of Adventure แล้วก็ Kennedy Space Center จากนั้นก็มีของค่ายอื่นที่คนไทยไม่ค่อยรู้จักอีกเยอะแยะ เดี๋ยวผมจะเขียนบล็อกรีวิวให้ครบเลยนะครับ ยังไงคอยติดตามกันนะครับ

    เมืองออร์ลันโดนี้ หิมะไม่ตกนะครับ อากาศพอ ๆ กับเซินเจิ้นมั้งครับ คือหนาวกว่าเชียงใหม่นิดหน่อย

    อันนี้ผมจัดเองนะครับ ตามความรู้สึกของคนที่เคยไปอเมริกาที่ต่าง ๆ เป็นครั้งแรก เวลาเราไปแล้ว รู้สึกประทับใจ หรืออยากมาอีก ผมก็ให้คะแนนมาก ถ้าไปแล้วไม่อยากกลับมาอีกแล้ว ก็ให้คะแนนน้อยหน่อย

    ผมจะค่อย ๆ เขียนบทความ และเล่าเรื่อง โชว์ภาพให้ดูทีละเมืองนะครับ แต่คงค่อย ๆ ทยอยไปเรื่อย ๆ เพราะถ่ายรูปมาเยอะมาก ทำทีเดียวไม่ไหวครับ . . .


    ระบบรูดบัตรเครดิตเคลื่อนที่

    เมื่อกี้หิวมากเลย งานก็เยอะ ทำไม่ทัน เลยใช้วิธีโทรสั่งแมคโดนัลด์มากินที่บ้าน เราก็สั่งไปตามปกติ พอสั่งเสร็จปั๊ป พนักงานถามเราว่า จะจ่ายเงินสด หรือจ่ายบัตรเครดิต . . . ด้วยความสงสัย เลยถามว่า ถ้าจ่ายบัตรเครดิตจะทำยังไง เค้าตอบว่า เค้ามีเครื่องรูดแบบพกพา . . . ไอ้เราก็ชอบอะไรใหม่ ๆ แปลก ๆ (คือเป็นคนขี้สงสัยครับ) เลยบอกเค้าไปว่า เดี๋ยวจ่ายบัตรเครดิตแล้วกัน . . . จริง ๆ คืออยากเห็นว่าระบบมันทำงานยังไง

    รอซักไม่ถึง 30 นาที พนักงานส่งอาหารก็มาถึงบ้าน รับอาหารเรียบร้อย เขาก็หยิบไอโฟนขึ้นมา พร้อมกันอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่ง เสียบที่ด้านล่างของไอโฟน จากนั้นก็เปิดแอปขึ้นมาตัวนึง แล้วก็เอาบัตรเราเสียบเข้าไป . . . . โอ้พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก ชื่อเราขึ้นบนโทรศัพท์เค้าเลยแฮะ แล้วเค้าก็บอกให้เรากรอกเบอร์โทรศัพท์มือถือเราลงไป เพื่อจะส่งใบเสร็จมาเป็น SMS เข้ามือถือเลย . . . พอใส่เสร็จ รายการพร้อมจำนวนเงินก็ขึ้นบนหน้าจอ ให้เราตรวจดู แล้วก็ให้เราใช้นิ้วเซ็นชื่อบนหน้าจอไปเลย . . . ทันสมัยมาก ๆ ชอบ ๆ จนทนไม่ไหว ต้องมาเขียนบล็อกเล่าให้เพื่อน ๆ พี่น้องฟัง

    จากที่คุยกับพนักงาน (นิดหน่อย) เค้าบอกเพิ่งเริ่มใช้ระบบจ่ายด้วยบัตรนี้เอง ใหม่ ๆ สด ๆ เจ๋งดี . . . ผมก็เริ่มทำการหาข้อมูลว่ามีอุปกรณ์อย่างนี้ขายบ้างหรือเปล่า เผื่อจะเป็นประโยชน์กับพี่ ๆ น้อง ๆ แฟนเพจบล็อกของผม ก็พบว่ามี 2-3 ชนิด ด้านล่างนี้นะครับ

    เครื่องแรกคล้าย ๆ แบบที่เห็นวันนี้นะครับ แต่ไม่เหมือนเด๊ะทีเดียว คล้าย ๆ เฉย ๆ แต่ทำหน้าที่เหมือนกันครับ แถมราคาถูกมาก ๆ นี่ผมเอาภาพจากอเมซอนมานะครับ (ผมเป็น Amazon Associates อยู่ครับ) ไม่กล้าเอาภาพจากที่อื่นมาลง

    เครื่องนี้สำหรับรูดบัตรเครดิตนะครับ รับบัตรเครดิตหลัก ๆ ได้หมดทุกยี่ห้อ

     
    Square Reader for iPhone, iPad and Android ราคาแค่ $8.24 เอง

    ส่วนเครื่องนี้ รูดปั๊ป เงินเข้าบัญชี PayPal ทันที โอ้โห เดี๋ยวนี้ทันสมัยมาก ๆ . . .
     
    PayPal Here Credit Card Reader for Mobile Credit ราคา $12.99

    สงสัยคงต้องซื้อไว้ใช้ซักตัว เดี๋ยวไว้เจออะไรแปลก ๆ เก๋ ๆ ที่สามารถนำมาช่วยส่งเสริมการทำงาน ก็จะนำมาแนะนำเรื่อย ๆ นะครับ . . . 

    4 การสร้างเว็บไซต์ศูนย์รวม

    การสร้างเว็บไซต์ศูนย์รวม หรือเว็บท่า 

    เว็บไซต์ขนาดใหญ่ หรือเว็บท่า คือเว็บที่แบบว่า เช้า ๆ คนตื่นขึ้นมา ไม่รู้จะเข้าเว็บอะไร ต้องพิมพ์เว็บเราเข้าก่อนเป็นอันดับแรก อะไรทำนองนี้

    สำหรับวิธีทำธุรกิจแบบที่ 4 ก็คือ การสร้างเว็บไซต์ขนาดใหญ่ แล้วโปรโมทให้ดัง พอดังแล้วจะมีคนมาลงโฆษณากับเรามหาศาลเอง ตัวอย่างเว็บพวกนี้ได้แก่ กะปุก เด็กดี สนุก ฟรีแวร์ เป็นต้น เมื่อเว็บเราดังแล้ว แน่นอนว่า บริษัทต่าง ๆ ก็อยากที่จะมาโฆษณาสินค้า หรือสร้างแบรนด์กับเรา

    วิธีการทำก็คือ โปรโมท และทำ SEO หรือที่ย่อมาจากคำว่า Search Engine Optimization หลายเว็บก็ทำแล้วประสบความสำเร็จ บางเว็บก็ทำแล้วแป๊ก เพราะการจะทำเว็บขนาดใหญ่นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันครับ ผมเองก็เคยทำแล้ว เลิกไปแล้วเหมือนกัน (เพราะไม่มีคนเข้า)

    อย่างที่นัก SEO ทราบว่าการโปรโมทเว็บให้ดังหรือเป็นที่นิยมขึ้นอันดับต้น ๆ นั้น ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งคือจะต้องมี back links กลับมาหาเว็บไซต์เยอะ ๆ บางคนจึงใช้วิธี ไปแลกลิงค์ หรือซื้อแพคเกจ URL Submission คือใช้เงินซื้อเอาเลย (ง่ายดี) วิธีนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก็จะได้ผลดี แต่ทางกูเกิลฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ และมีอัลกอริธึม (วิธีการจัดทำดัชนี) ในการเรียงลำดับว่า เวลาคนค้นคีย์เวิร์ด จะพบเว็บอะไรก่อน ซึ่งจริง ๆ แล้ว เป็นวิธีการที่ผู้คนต่างคาดเดาเอาทั้งนั้น เพราะกูเกิลไม่เคยเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการซักที ดังนั้น การได้ลิงค์ย้อนกลับ (bl) แบบหลอก ๆ กลับไปหาเว็บเราเยอะ ๆ นั้น ในอนาคตอันใกล้อาจไม่ใช่ผลดีอีกต่อไป

    อีกอย่างหนึ่ง เพิ่งได้ข่าวมาว่า ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นไป ทางกูเกิลจะให้ความสนใจกับ back links หรือ bl น้อยลงเรื่อย ๆ ในอนาคต (นี่ก็เป็นข่าว ซึ่งไม่รู้ว่าจริง หรือไม่จริง) แต่ถ้ามาวิเคราะห์กันดี ๆ ก็มีเหตุผลที่น่าเชื่อได้ เพราะกูเกิลเองก็เป็นบริษัทที่มีรายได้จากโฆษณาเป็นหลัก ดังนั้นถ้าคนยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณาจากกูเกิลเยอะ ๆ แต่ทำการตลาดแล้วไม่ได้ผล เนื่องจากเจอแต่ของปลอม คลิกไปก็ไม่เจอสิ่งที่ตัวเองค้นหา ไป ๆ มา ๆ อีกหน่อยคนก็คงจะเลิกซื้อโฆษณาอย่างแน่นอน ดังนั้นกูเกิลเอง ก็มีวิวัฒนาการตลอดเวลา ให้พวกเราคาดเดาไปเรื่อย ๆ ครับ

    กล่าวโดยสรุปก็คือ การที่เว็บเราจะดังได้นั้น อาจต้องทำตลาด niche market แล้วต้องมีเนื้อหาที่เยอะมาก ๆ คือค้นอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้น ก็จะเจอเราอยู่ดันดับต้น ๆ ตลอด ดังนั้น ในปัจจุบัน ผมจึงมีความเห็นว่า เราต้องเน้นเนื้อหาเป็นหลัก (Content Marketing) ถ้าเนื้อหาเราดี ก็จะมีคนเข้าเว็บเราเยอะเอง หากเราทำตลาด mass market ซึ่งคนทั่วไปสนใจ ก็จะมีเว็บคู่แข่งเยอะมาก การที่เราจะติดอันดับยอดนิยม ก็ถือว่าทำได้ยากมาก

    ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ macthai มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพูดคุย เล่าเรื่อง และให้ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับสินค้ายี่ห้อแอปเปิ้ล ไม่ว่าจะเป็น แมคบุ๊ค แมคอินทอช ไอโฟน ไอแพด ไอพ็อด ข่าวลือไอโฟน โอ้ย ทุกอย่างเลยครับ แล้วเว็บเค้าก็จะดังมาก คือใครที่ชอบสินค้ายี่ห้อแอปเปิ้ล ก็จะมาเว็บนี้ประจำ . . . นอกจากนี้บางครั้งยังมีการจ้างนางแบบมาถ่ายภาพสวย ๆ ให้คนที่มาเข้าเว็บผ่อนคลายสายตาด้วย (คนชอบดูภาพสวย ๆ) จะเห็นว่าในเว็บนี้ก็จะมีโฆษณาเต็มไปหมด ทำไมเหรอครับ เพราะว่ามีคนเข้าเยอะไงครับ คนเลยอยากมาโฆษณากับเว็บเค้าไงครับ . . . อย่างนี้เป็นต้น

    ถ้าทำเว็บดังได้นะครับ รายได้จากค่าโฆษณาเข้ามามหาศาลครับ ไม่ต้องห่วง หรือจะทำ Affiliate Marketing ควบคู่ไปด้วยกันเลยก็ยังได้ . . .

    3 การตลาดแบบรับค่าคอมมิชชัน (Affiliate Marketing)

    3 การตลาดแบบรับค่าคอมมิชชัน (Affiliate Marketing)

    การตลาดแบบนี้ พัฒนาขึ้นไปอีกขึ้นหนึ่ง คือเราไม่ต้องมีสินค้าเอง ไม่ต้องส่งของเอง ไม่ต้องเก็บเงินเอง สรุปคือไม่ต้องมีอะไรเลย เรามีหน้าที่ทำการตลาดอย่างเดียว อยากขายอะไร ก็ไปเอาโฆษณาของเว็บต่าง ๆ ไปติดในเว็บ หรือบล็อกของเรา เช่น อยากขาย TV ก็เอาแบนเนอร์ทีวีมาติด หรือจะเป็นแค่การนำลิงค์ข้อความโฆษณาเชิญชวนให้คนมาซื้อทีวีก็ได้ จากนั้นเมื่อมีคนมาคลิก และซื้อของภายในเวลาที่กำหนด (อาจเป็น 15, 30 หรือ 45 วัน) แล้วแต่เงื่อนไข เราก็จะได้ค่าคอมมิชชันจากเว็บเหล่านี้ครับ การตลาดแบบนี้เรียกว่า Affiliate Marketing ครับ

    รายได้ของเรา ส่วนมากถ้าเป็นของที่ขายง่าย ๆ เราจะได้ประมาณ 4% ของราคาสินค้า เช่น ที่อเมซอน ขายทุกอย่าง ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ เราอยากขายอะไร ไปเอาแบนเนอร์ หรือลิงค์เค้ามา แล้วมาติดที่เว็บเรา หรือบล็อกเรา พอมีคนซื้อของอะไรก็ได้จากอเมริซอน เราจะได้ 4%

    แต่ถ้าเป็นของขายยาก ๆ หน่อย บางทีเราอาจได้คอมมิชชันถึง 50% เลย เช่น คอร์สอบรม หลักสูตรโน่นนี่ หรือพวก ebook ต่างๆ ส่วนมากประเภทนี้ เว็บหนึ่งจะมีสินค้าตัวเดียวครับ ก็ต้องไล่สมัครทีละเว็บ (เหนื่อยหน่อย)

    ตัวอย่างของ URL สำหรับสมัครเพื่อเป็น Affiliate มีดังนี้

    Amazon ขายทุกอย่าง สินค้าขายง่ายมาก แต่คอมมิชชันนิดเดียว สมัครได้ที่นี่
    https://affiliate-program.amazon.com/gp/associates/join/landing/main.html

    Adorama ขายกล้องและเลนส์ ส่วนมากเน้นลูกค้าต่างประเทศ เมืองไทยคนชอบซื้อในห้างมากกว่า สมัครได้ที่นี่
    http://www.adorama.com/pages/getconnected

    Lazada ขายทุกอย่างเหมือนกัน อันนี้ของไทย สมัครได้ที่นี่
    http://www.lazada.com.ph/earn-and-win/#eaw

    Zalora ขายของแฟชั่น สมัครได้ที่นี่
    http://en.zalora.co.th/partner/

    แต่ก่อนที่เราจะสมัครเป็น Affiliates ได้ เราต้องมีเว็บ หรือบล็อกก่อนนะครับ เอาง่าย ๆ ถ้าเป็นของกูเกิล ก็คือ Blogger อย่างที่ผมใช้นี่ครับ ส่วนวิธีการทำ ผมก็มีบทความอธิบายทำบล็อกไว้หลายอันแล้ว ลองติดตามดูได้นะครับ  . . .


    2 การทำอีเบย์ (ebay)

    การขายของผ่านอีเบย์

    ระบบการขายของผ่านอีเบย์ มีมาหลายปีแล้วครับ มีทั้งระบบประมูลเพื่อให้ลูกค้ามาตั้งราคาแข่งกัน หรือเราจะกำหนดราคาขายตายตัวก็ได้ ส่วนสินค้าที่ขายนั้น บอกได้เลยว่า อะไรก็ได้ ทุกอย่าง ทั้งของเก่าและของใหม่ ของสะสม ของที่เราคิดว่าเป็นขยะรกบ้าน ยังเอามาขายได้เลยครับ บางคนเขาชอบ แต่เราไม่ต้องการมันแล้ว

    วิธีการก็คือ ไปเปิดบัญชีอีเบย์ จากนั้นถ่ายรูปสินค้า (ผมมีบล็อกแนะนำการถ่ายสินค้าลงอีเบย์เพื่อให้ขายดี) ตั้งราคาขาย เมื่อมีคนสั่งซื้อจะมีอีเมลมาแจ้งให้เราทราบ โดยเงินจะเข้าไปยังบัญชี PayPal แล้วเราก็ไปส่งของที่ไปรษณีย์

    นั่นคือ การขายของผ่านอีเบย์ เราทำอยู่ 4 อย่างครับ คือ

    1 หาสินค้าที่จะขาย อะไรก็ได้ ทั้งของใหม่ และของเก่า
    2 ถ่ายรูปประกาศขาย
    3 นำรูปลงประกาศที่อีเบย์ พร้อมตั้งราคา หรือจะให้ประมูลก็ได้
    4 ส่งของให้ลูกค้าทางไปรษณีย์

    ส่วนอย่างอื่นอีเบย์ทำให้หมดครับ ไม่ว่าจะเป็นการตลาด การเก็บเงิน

    ดังนั้น การทำผ่านอีเบย์ จึงพัฒนาขึ้นมาจากแบบแรก (อีคอมเมิร์ส) ที่เราต้องทำทุกอย่างเองหมด คราวนี้ไม่ต้องยุ่งเรื่องเงิน และไม่ต้องยุ่งเรื่องการทำเว็บ ไม่ต้องยุ่งเรื่องการโปรโมท ทางอีเบย์เป็นผู้จัดการให้หมด แต่เค้าคิดค่าธรรมเนียมเรานะครับ ประมาณ 10% ของราคาขาย และเมื่อรับเงินทาง PayPal เราก็เสียค่าธรรมเนียมการรับเงินอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อแปลงจาก US Dollars มาเป็นบาท ก็เสียค่าอัตราแลกเปลี่ยน (ที่โหดมาก ๆ) อีกต่อหนึ่ง (หลายต่อ)

    สิ่งที่ลืมไม่ได้เลย คือค่าส่งไปรษณีย์ด้วยนะครับ เพราะส่งไปเมืองนอกมันแพงครับ หลายคนใช้วิธีบอกว่าส่งฟรี แต่รวมค่าส่งไว้ในสินค้าเลย หรือบางคนใช้วิธีแยกค่าส่งออกมา เพื่อทำให้ตั้งราคาสินค้าต่ำ ๆ ส่วนเวลาลูกค้าซื้อแล้ว ต้องบวกค่าส่งเข้าไปอีกต่อหนึ่งด้วย

    ดังนั้นการขายของผ่านอีเบย์ ที่เห็นว่ากำไรสูง ๆ นั้น มีค่าใช้จ่ายสูงเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น กางเกงมวยไทย ต้นทุนเราซื้อมาตัวละ 100 บาท ตั้งราคาขาย $20 ก็คือประมาณ 600 บาท เราจะโดนโน่นนี่ + ค่าส่ง ค่าเสียเวลา ค่าธรรมเนียม หักไปหักมา ประมาณ 300 บาท เหลือกำไรจริง ๆ อาจจะนิดเดียว ดังนั้น การขายของผ่านอีเบย์ จึงต้องมีการบวกราคาไว้เยอะพอสมควร (ไม่งั้นขาดทุน)

    การตลาดแบบนี้ที่เป็นเว็บของไทยก็มีนะครับ เช่น ตลาดดอตคอม (tarad.com) หลักการคล้าย ๆ กันครับ แต่ละแห่งมีข้อแตกต่างกันนิดหน่อย คือเค้าจะอำนวยความสะดวกในการทำเว็บให้ เรานำสินค้าเราไปลง แล้วเค้าก็จะเก็บค่าธรรมเนียมอะไรอย่างงี้

    ยังไงถ้าใครคิดจะทำจริง ๆ จัง ๆ มีหนังสือภาษาไทย (ตามร้านหนังสือ) รวมทั้งเว็บสอนขายของออนไลน์มากมายเลยนะครับ ลองศึกษาให้ละเอียด ๆ จะได้ไม่พลาดครับ . . .

    สรุปคือ ชีวิตการทำอีเบย์ ก็คือ ถ่ายรูป รับออร์เดอร์ แล้วก็ไปที่ไปรษณีย์ครับ มีอยู่ประมาณนี้ ผมละไม่ชอบขั้นตอนไปที่ไปรษณีย์เลย เพราะแถวยาวมาก ต้องเข้าแถวปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เคยลองทำ และเลิกทำธุรกิจนี้ไปแล้วครับ . . . .

    เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาเล่าวิธีทำธุรกิจออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตแบบต่อไปนะครับ . . .


    วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

    1 ระบบอีคอมเมิร์ส (e-commerce)

    การขายของผ่านเน็ต (e-commerce) 

    นับเป็นการตลาดแบบแรกสุดที่เกิดขึ้นมาในอินเทอร์เน็ตเลยครับ เป็นการขายสินค้าของเราเอง เช่น ที่จับยุง เสื้อผ้า เครื่องประดับ อุปกรณ์ มือถือ กล้อง วิตะมิน ถังดับเพลิง จิปาถะ ทุกอย่างครับ ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ คือสรุปแล้ว ทุกอย่างเอามาขายได้หมด แล้วแต่จะนึกออกครับ 

    วิธีการก็คือ เราต้องทำระบบเว็บขายของของเราขึ้นมาเอง บางคนใช้บัญชี facebook และ Line ช่วยด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า สำหรับการสั่งซื้อสินค้าและติดต่อ ส่วนมากนิยมให้โอนเงินเข้าบัญชีไปก่อน จากนั้นจึงส่งของมาให้ที่บ้านทางไปรษณีย์ครับ บางรายก็มีรถส่งสินค้าของตัวเองและรับเงินปลายทางเมื่อได้รับของก็มีนะครับ ตัวผมเอง ก็เคยทั้งขายและซื้อสินค้าจากระบบอีคอมมอร์สเป็นประจำครับ

    ระบบนี้ถือว่าเป็นธุรกิจที่ดีครับ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่คนรู้จักอยู่แล้ว และขายได้ง่าย เช่น กล้อง มือถือ เสื้อผ้า วิตะมิน ขายสะดวกมาก ๆ แต่ก็ต้องทำเองทุกขั้นตอนครับ ไม่ว่าจะเป็นการ

    - หาสินค้ามาขาย
    - ถ่ายรูป
    - ทำเว็บ ลงรูปในเว็บ
    - โปรโมทเว็บ ลงประกาศ
    - รับออร์เดอร์สั่งซื้อ 
    - เช็คยอดธนาคารว่าโอนเงินหรือยัง
    - ไปส่งสินค้าที่ไปรษณีย์


    ร้านค้าบางรายก็ขายดีมาก ๆ จนส่งของไม่ทันเลยก็มีนะครับ การทำธุรกิจประเภทนี้ พบได้ทั่วไปครับ เริ่มต้นง่าย แต่ก็ต้องเหนื่อยไปตลอดครับ แบบว่าขยันมาก กำไรมาก แล้วก็รับกำไรเต็ม ๆ ไม่ต้องไปแบ่งใคร เสียแต่ภาษีอย่างเดียว . . . .

    เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาเล่าระบบการทำธุรกิจผ่านอินเทอร์เน็ตแบบต่อไปให้ฟังนะครับ . . . พบกันครับ








    เล่าเรื่อง การทำงานออนไลน์

    $$$ การทำงานออนไลน์ $$$

    ปัจจุบันนี้ โลกเราพัฒนาไปมาก ทุกคนเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ไม่ว่าจะที่บ้าน ที่ทำงาน บนมือถือ เรียกว่า 24 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว จึงมีงานออนไลน์จึงเกิดขึ้นมามากมายจนนับไม่ถ้วน ทั้งในรูปแบบที่แตกต่างกันมากมาย เราแทบไม่รู้เลยว่า งานออนไลน์ตัวไหนที่จ่ายจริง หรือว่าหลอก นอกจากลงมือทำแล้วระยะเวลาหนึ่งจึงจะรู้ งานบางตัวอาจจ่ายเงินในช่วงแรก ๆ แต่ไม่นาน บริษัทก็หายไปเฉย ๆ ก็มีให้เห็นมากมาย

    วันนี้จะมาเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ว่า งานออนไลน์ หรือการทำงานผ่านเน็ตเพื่อหารายได้เสริม หรือทำกันอย่างทุ่มสุดตัว เพื่อสร้างฐานะกันว่า มีแบบไหนบ้าง และทำยังไงบ้าง

    การหาเงินออนไลน์ หรือการทำงานออนไลน์มีหลายประเภท
    1) ขายของผ่านเน็ต (e-commerce) เช่น สร้างเว็บขึ้นมาขายของของตัวเองเลย
    2) ขายของผ่านอีเบย์ (ebay) ทั้งของใหม่ และของใช้แล้วที่ไม่มีประโชน์สำหรับเราแล้ว
    3) การทำการตลาดเพื่อขายของให้คนอื่น (Affiliate Marketing) เช่น Amazon, GoDaddy
    4) การสร้างเว็บไซต์ แล้วหารายได้จากการขายโฆษณาบนเว็บ เช่น kapook, sanook, it24hrs
    5) การทำบล็อกให้ดัง (Content Marketing) แล้วทำโฆษณาจากกูเกิลมาติด (Adsense)
    6) ทำการตลาดแบบดึงดูด (Attraction Marketing) ดึงดูดให้คนมาที่เว็บเรา แล้วซื้อสินค้าของเรา ซึ่งอาจเป็น e-book, training course, พิมพ์เขียว หรือเคล็ดลับอะไรซักอย่าง เป็นต้น
    7) ทำธุรกิจเครือข่าย (Network Marketing) ซึ่งเดี๋ยวนี้พัฒนาไปไกลมาก มีหลายบริษัทให้ร่วมธุรกิจมากมาย

    นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเภท เช่น การคลิกป้ายโฆษณาแล้วได้เงิน (Pay Per Click) แต่ส่วนมากทำไปทำมา แล้วไม่ยอมจ่ายเงิน จู่ ๆ ก็มาปิดบัญชีเรา ผมโดนมาหลายรอบแล้ว ปัจจุบันเลยเลิกไปหมดครับ

    สำหรับเหตุผลของการมาทำงานออนไลน์ ก็มี
    - ต้องการมีรายได้เพิ่มเล็ก ๆ น้อย ๆ (Additional Income)
    - ต้องการทำแทนงานประจำ (Active Income)
    - อยากมีรายได้ต่อเนื่อง (Passive Income)

    นอกจากนี้ การทำงานออนไลน์ยังช่วยให้เรา สามารถพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ได้อยู่กับครอบครัว ในขณะเดียวกันก็ยังมีรายได้ด้วย

    การทำงานผ่านระบบออนไลน์นั้น มีข้อดีหลายอย่าง คือ ลงทุนน้อย ไม่ต้องมีหน้าร้าน สามารถขยายธุรกิจไปได้ทั่วโลก สำหรับคนที่คิดจะทำธุรกิจออนไลน์ ขอให้ท่านสนุกกับการทำงานออนไลน์นะครับ

    เดี๋ยวผมจะค่อย ๆ เขียนบล็อก อธิบายการทำการตลาดแต่ละอย่างโดยละเอียดเลยนะครับ เผื่อใครสนใจ จะได้เลือกแบบที่เหมาะกับตัวเองครับ . . .